หุ้น TOP บมจ. ไทยออยล์

บทวิเคราะห์โดย ดุลเดช บิค

คาดผลการดําเนินงานไตรมาส 2/55 ขาดทุน 5.4 พันล้านบาท

คาดผลประกอบไตรมาส 2/55 ขาดทุนจาก stock loss ราว 6,811 ล้านบาท หรือ ประมาณ 9 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล จากราคาน้ำมันดิบดูไบที่ปรับตัวลงกว่า 20% QoQ ในขณะที่ค่าการกลั่นพื้นฐานคาดว่า ทรงตัวอยู่ในระดับ 4 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล เราปรับลดประมาณการกําไรสุทธิปี 55 ที่ 13,773 ล้านบาท จากการปรับสมมุติฐานค่า การกลั่นเฉลี่ยปี 55-56 ลง กําหนดราคาเหมาสมที่ 73 บาท อิงวิธี DCF  ราคาหุ้นได้สะท้อนปัจจัยลบของ stock loss คงคำแนะนํา “ ซื้อ ”
Thai Oil


  • ประเมินผลประกอบการไตรมาส 2/55 ขาดทุน 5,431 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2.66 บาทต่อหุ้น: เนื่องจาก
    1. ราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับตัวอย่างรุนแรงตั้งแต่ช่วงต้นไตรมาส ราว 28 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล จากความกังวลต่อวิกฤติหนี้สาธารณะยุโรปและเศรษฐกิจโลก (อ้างอิงราคาน้ำมันดิบดูไบในสิ้นไตรมาส 1/55 และ 2/55 ที่ 122.5 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล และ 94.4 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ตามลําดับ) คาดมีบันทึกขาดทุนสต็อกน้ำมันราว 9 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล คิดเป็น 6,811 ล้านบาท ที่ crude intake 25 ล้านบาร์เรล จากบันทึกกําไร สต็อกน้ำมันในไตรมาส 1/55 ที่ 3,700 ล้านบาทโดยประมาณ
    2. ประเมินว่าจะมี unrealized LCM loss (ค่าเผื่อการลดมูลค่าสินค้าคงเหลือ) ประมาณ 3 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล หรือคิดเป็น 744 ล้านบาท โดยคํานวนจากส่วนต่างของราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ย 3 สัปดาห์แรก และเฉลี่ย 5 วันสุดท้ายของเดือน มิ.ย
    3. ประเมินบันทึกขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ราว 670 ล้านบาท หลังค่าเงินบาทอ่อนค่าประมาณ 3%QoQ จากเงินกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐ ราว 670 ล้านเหรียญฯ (42% ของเงินกู้ทั้งหมดราว 5 หมื่นล้านบาท)
  • การดําเนินงานไตรมาส 2/55: ประเมิน market GIM ไว้ที่ 6.9 เหรียญฯ ต่อตัน (ไตรมาส 1/55 ที 6.8 เหรียญฯ ต่อตัน) เมื่อพิจารณาจาก EBITDA ไม่รวมกําไร/ขาดทุน สต็อกน้ำมัน เชื่อว่าผลประกอบการจะใกล้เคียงกับไตรมาสที่ผ่านมา โดย EBITDA (excld stock gain/loss) เพิ่มขึ้น 2.26% จาก 4,684 ล้านบาท เป็น 4,790 ล้านบาท QoQ จากสามธุรกิจหลักคือ
    Thaioil Public Company

    1. ธุรกิจโรงกลั่น มี utilization rate ที่ 100% เท่ากับไตรมาสที่แล้ว เนื่องจากไม่มีการหยุดซ่อมบํารุงโรงกลั่น (turnaround plant) ในขณะที่สเปรดส่วนต่าง ราคาของน้ำมันสําเร็จรูปกับน้ำมันดิบดูไบโดยเฉลี่ยใกล้เคียงกับไตรมาส 1/55 โดยในส่วนของ ULG95-DB และ GO-DB ปรับตัวลงเล็กน้อย ตามช่วง low season ของการขับขี่ใน สหรัฐฯ  คาดว่า Market GRM จะใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนที่ 4 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล
    2. ธุรกิจอะโรเมติกส์ คาดมี utilization rate ที่ 82% (ใกล้เคียงกับไตรมาส 1/55 ที่ 83%) แต่ margin ลดลงประมาณ 20% จากความต้องการบริโภค PX และ BZ ลดลงจากผู้ผลิตปิโตรเคมีขั้นกลาง โดยสเปรด PX-ULG95 และ BZ-ULG95 ลดลง 100 และ 40 เหรียญฯ ต่อตัน QoQ  คาดว่าจะมี GIM contribution ราว 1.80-2.00 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล
    3. (3) ธุรกิจ Lube คาดมี GIM contribution ราว 1 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล โดยสเปรดปรับตัวดีขึ้น โดย 500SN-HSFO และ BIT-HSFO เพิ่มขึ้นราว 123 และ 69 เหรียญฯ ต่อตันเนื่องจากมีความ ต้องบริโภคสูงในช่วงฤดูเกษตรกรรม และความต้องการใช้ยางมะตอยมากขึ้นในการสร้างถนน
  • คําแนะนํา “ ซื้อ” ประมาณการกําไรสุทธิปี 2555 ลดลงเป็น 13,773 ล้านบาท – 7.28% YoY หรือคิดเป็น 6.75 บาทต่อหุ้น เพื่อสะท้อนความเสี่ยงของราคาน้ำมันดิบและ ค่าการกลั่นที่ผันผวน อย่างไรก็ดี การปรับสมมุติฐานค่าการกลั่นพื้นฐานในปี 2555-2556 จากเดิมที่ 7 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล เป็น 4.5 และ 5 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ตามลําดับ กําหนด ราคาเหมาะสมที่ 73 บาท อิงวิธี DCF (WACC 11.80%, terminal growth rate 3%) ยังคง มี upside ราว 24% เชื่อได้ว่าราคาหุ้นได้สะท้อนประเด็นบันทึกขาดทุนสต็อกน้ำมันไป

ติดป้ายกำกับ:, , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: