หุ้น BAY บมจ. ธนาคารกรุงศรีอยุธยา

กําไรต่ำกว่าประมาณการตามแนวโน้มการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้น

bay ประกาศกำไรสุทธิ 1Q56 อยู่ที่ 4,045 ล้านบาท ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจาก ค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้นของธนาคาร ทำให้สำรองส่วนเกิน และ NPL Coverage Ration ดีขึ้น สินเชื่อเช่าซื้อยังขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่สินเชื่ออื่นลดลงตามปัจจัยฤดูกาล, NIM อ่อนตัวตามสัดส่วนของสินเชื่อ High Yeild ที่ลดลง รายได้ค่าะรรมเนียมธุรกิจตลาดทุนดีเกินคาดหลังจากได้รับอานิสงค์จากภาวะตลาดหุ้นที่ร้อนแรง และหากได้เห็นความคืบห้น้าของการขายหุ้นของ GE เชื่อว่าทำให้ปัจจัยกดดันราคาหุ้นหมดไป คงคำแนะนำ “ซื้อ” คงราคาเป้าหมายเป็น 43 บาท
Auto Pay Debit of Krungsri Bank


  • กําไรอยู่ที่ 4,045 ล้านบาท แต่มีการตั้งสำรอง(Provision) สูงกว่าที่คาดไว้:กําไรสุทธิอยู่ที่4,045 ล้านบาท +8%QoQ และ 18%YoY ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ 4,385ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของสำรองในไตรมาสนี้อยู่ที่ 3,081 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน แม้ว่าสัดส่วน NPL จะมีแนวโน้มทรงตัวก็ตาม ธนคารได้ชี้แจงใน MD&A ว่าการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้นเพื่อเพิมสำรองส่วนเกิน และ NPL Coverage Ratio ส่วนผลการดำเนินงานปกติ ยังคงเติบโต .9%YTD
    1. โดยสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่, สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลหดตัวลงตามการชำระหนี้ที่มีการเบิกใช้จากช่วงปลายปีก่อน ซึ่งเป็นไปตามฤดูกาล ขณะที่สินเชื่อเช่าซื้อยังคงขยายตัวต่อเนื่องเติบโตถึง 7.6%YTD ผลจากยอดคงค้างส่งมอบรถยนต์ของปีก่อน
    2. NIM ปรับตัวลดลงประมาณ 2 bps อยู่ที่ 4.19% เป็นไปตามการหดตัวของสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูง ทั้งนี้เป็นผลจากการลดลงของสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล
    3. รายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตดีเกินคาดถึง 25%YoY จากการเติบโตของธุรกิจตลาดทุน(+53.7%YoY) จากอนิสงค์ของภาวะตลาดหลักทรัพย์ขาขึ้น ขณะที่ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจธนาคารยังเติบโตแข็งแกร่ง
    4. Cost-to-income ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 50.6% ลดลงจาก 52.3% ในไตรมาสก่อนที่มีค่าใช้จ่ายทางการตลาดสูง
  • ƒ คาดปี 2556 ยังเติบโตตามเป้าหมาย :เพราะโครงสร้างสินเชื่อของ BAYกว่าครึ่งเป็นสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งมักเร่งตัวในช่วงปลายปี โดยเชื่อว่าสินเชื่อรวมจะยังสามารถเติบโตได้ตามเป็นหมายของผู้บริหารที่ 12% และรายได้ค่าธรรมเนียมจะยังสามารถเติบโตได้ในระดับประมาณ 15% ขณะที่Cost-to-income จะดีขึ้นเป็น 48% จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นและการควบคุมต้นทุนที่ดี ส่งผลให้ทั้งรายได้และกําไรจะปรับตัวขึ้นเป็นระดับสูงสุดใหม่อีกครั้ง โดยคาดว่ากําไรสุทธิสําหรับปี 2556 อยู่ที่ 17,398 ล้านบาทโต19% ƒ
  • หากการขายหุ้นของ GE มีความชัดเจน ปัจจัยกดดันราคาหุ้นจะหมดไป: หากความแน่ชัดเรื่องความคืบหน้าของการขายหุ้น 25% ที่เหลือของ GE จะทำให้ปัจจัยกดดันราคาหุ้นลดลง เพราะหุ้นของ BAY ในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้าง Underperform เมื่อเทียบกับราคาหุ้นของธนาคารอื่นๆ เชื่อว่าเป็นผลจากความไม่ชัดเจนจากการขายหุ้นของGE ทั้งนี้ในด้านพื้นฐานจะยังเห็นการเติบโตดีขึ้นในเกือบทุกด้าน ราคาเป็นหมาย
    ขึ้นเป็น 43 บาท อิงPBV ใหม่ที่2.1 เท่า คงคำแนะนําเป็น“ซื้อ”

credit: บทวิเคราะห์ ดุลเดช บิค

หุ้น SCB บมจ. ธนาคารไทยพาณิชย์

กําไรเติบโตสูงเกินคาด เลือกเป็น Top Pick

SCB ประกาศกําไรสุทธิสําหรับ 1Q56 สูงกว่าคาดที่ 13,116 ล้านบาท เติบโตสูงถึง 34%QoQ และ 27%YoY โดยสินเชื่อ SME และสินเชื่อรายย่อยขยายตัวแข็งแกร่ง ขณะที่ NIM ยังทรงตัวจากไตรมาสก่อนตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในตลาด ส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเติบโตสูง โดยเป็นผลจากทั้งรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจธนาคารและธุรกิจหลักทรัพย์ อีกทั้งยังมีเงินปันผลรับที่เพิ่มขึ้น โดยผลการดําเนินงานที่ประกาศออกมาสะท้อนการเติบโตที่แข็งแกร่งในทุกด้าน ขณะที่ ROE ในไตรมาสนี้ปรับตัวขึ้นไปถึง 23.5% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในกลุ่ม และ SCB จัดเป็น Top Pick แนะนํา“ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 211SCB-Siam Commercial Bank


  • กําไรสุทธิทํา New High สินเชื่อเช่าซื้อเติบโตดี และรายได้ค่าธรรมเนียมช่วยผลักดัน: SCB ประกาศกําไรสุทธิสําหรับไตรมาสที่ 1 ปี 2556 ที่ 13,116 ล้านบาท เติบโตสูงถึง 34%QoQ และ 27%YoY สินเชื่อรวมในไตรมาสนี้ขยายตัวกว่า 3%YTD โดยเป็นการเติบโตแข็งแกร่งของสินเชื่อSME, สินเชื่อเคหะ และ สินเชื่อเช่าซื้อ ขณะที่ NIM ยังทรงตัวจากไตรมาสก่อนที่ 3.07% เนื่องจากทั้งอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารมีแนวโน้มลดลงตามอุตสาหกรรม สําหรับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเติบโตสูงถึง 21.7%YoY เป็นผลจากการเติบโตอย่างของรายได้ค่าธรรมเนียมทั้งจากธุรกิจธนาคารและธุรกิจหลักทรัพย์ อีกทั้งยังมีเงินปันผลรับจํานวนกว่า1,358 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมากจากเงินปันผลรับจากกองทุนรวมวายุภักษ์(จํานวน 320 ล้านบาท) และเงินปันผลรับที่เพิ่มขึ้นตามพอร์ตการลงทุนในตราสารทุนของธนาคาร และค่าใช้จ่ายลดลงจากไตรมาสก่อน ที่มีค่าใช้จ่ายทางการตลาดเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล ส่งผลให้ต้นทุนต่อรายรับ Cost-to-income ลดลงมาอยู่ที่ 36.6% ซึ่งค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับธนาคารอื่น และลดลงมาอยู่ในระดับปกติที่ 2,518 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน จากการตั้งสํารองค่อนข้างสูง
  • ƒ ผลการดําเนินงานน่าประทับใจ : จากผลการดําเนินงานในไตรมาสแรกของ SCB ที่ประกาศออกมานั้น สะท้อนการเติบโตที่ค่อนข้างสูง ทั้งในด้านสินเชื่อ และรายได้ค่าธรรมเนียม แนวโน้มกําไรสุทธิปี 2556 อาจจะเกินยอด 46,226 ล้านบาท โดยอาจปรับประมาณการหลังจากเห็นแนวโน้มของผลการดําเนินงาน ในไตรมาสที่เหลือของปีนี้อีกครั้ง
  • ƒ เลือกเป็น Top Pick เพราะจัดเป็นธนาคารที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ : SCB มีการเติบโตที่แข็งแกร่งในทุกด้าน ROE ในไตรมาสนี้ปรับตัวขึ้นไปสูงถึงระดับ 23.5% ซึ่งสูงที่สุดเมื่อเทียบกับ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ ขณะที่ราคาหุ้นกลับปรับตัวลงมาสวนทางกับแนวโน้มผลประกอบการ ทำให้ SCB เป็นหุ้นที่มีความน่าสนใจในการลงทุนมาก เมื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ อื่นๆ ราคาเป้าหมายที่ 211 บาท อิง PBV 2.9 เท่า

credit: บทวิเคราะห์ ดุลเดช บิค

หุ้น CPF บมจ. เจริญโภคภั ณฑ์อาหาร

คาดแนวโน้มผลประกอบการดีขึ้น

คาดว่าผลประกอบการของ CPF จะเริ่มฟื้นตัวโดยมีขาดทุนสุทธิจากการดําเนินงานประมาณ 901 ล้านบาท เทียบกับในไตรมาสก่อนที่ขาดทุน 2,171 ล้านบาท จากการฟื้นตัวของธุรกิจฟาร์มสัตว์บก หลังราคาเนื้อหมูและเนื้อไก่ปรับตัวสูงขึ้น ด้านธุรกิจกุ้งคาดว่าโรคEMS ส่งผลกระทบต่อผลผลิตกุ้ง และยอดขายอาหารกุ้งลดลงด้วย อย่างไรก็ตามปัจจุบันเริ่มเห็นแนวทางการแก้ไขปัญหาโรค EMS แล้ว อีก 2 เดือนน่าจะผลสรุป เชื่อว่าธุรกิจได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว แนะนํา“ซื้อ” อิงราคาเป้าหมายที่ 39 บาท
cpf4


  • ธุรกิจฟาร์มสัตว์บกเริ่มฟื้นตัว จากราคาเนื้อสัตว์เริ่มปรับตัวขึ้น: คาดว่ากําไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2556 อยู่ที่ 512 ล้านบาท โดยผลการดําเนินงานปกติ(ไม่รวมกําไรพิเศษจากการขายเงินลงทุน และการปรับมูลค่าลงทุนในบริษัทลูก) จะ  ขาดทุนสุทธิประมาณ 901 ล้านบาท ซึ่งปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อน ที่ขาดทุนสุทธิจากการดําเนินงาน 2,171 ล้านบาท โดยราคาเนื้อสัตว์หลังเทศกาลตรุษจีนยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงโดยราคาเนื้อหมูเฉลี่ยในไตรมาสแรกสูงถึง 63 บาท/กก. ปรับตัวสูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 19%YoY และราคาเนื้อไก่เฉลี่ยในไตรมาสแรกสูงถึง 40.67 บาท/กก. ปรับตัวสูงขึ้น 17%YoY ส่งผลให้กําไรจากธุรกิจฟาร์มสัตว์บกเริมฟื้นตัว (การที่ราคาปรับตัวสูงขึ้นอาจเป็นผลจากการลดลงของอุปทานภายในประเทศ หลังจากผู้ประกอบการฟาร์มเลี้ยงสัตว์ประสบปัญหาขาดทุนในช่วงปีที่ผ่านมา)ด้านต้นทุนการผลิตของธุรกิจกุ้ง จะยังไม่ได้รับผลบวกจากราคากุ้งที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่กลับได้รับผลกระทบจากผลผลิตที่อาจจะลดลงประมาณ 30% หรือมากกว่า เพราะผู้ประกอบการฟาร์มเลี้ยงกุ้ง รอแนวทางการแก้ไขปัญหาโรค EMS จึงชะลอการลงลูกกุ้งใหม่ ซึ่งจะส่งผลกระทบทางอ้อมต่อธุรกิจผลิตอาหารกุ้งให้เกิดการขาดทุนและส่วนธุรกิจในต่างประเทศ คาดว่าผลประกอบการจะยังทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะธุรกิจอาหารสัตว์ในประเทศจีน ที่มีข่าวตรวจพบการใช้ยาปฏิชีวนะในการเลี้ยงไก่สําหรับฟาร์มเลี้ยงบางราย และข่าวหมูตายจํานวนนับหมื่นตัวถูกทิ้งลงแม่น้ำผวงหู่ สร้างความกังวลว่าอาจมีสาเหตุการตายจากโรคระบาด ซึ่งทั้งสองข่าวส่งผลให้การบริโภคเนื้อสัตว์ในประเทศจีนอาจชะลอตัวลง ซึ่งกระทบต่อยอดขายของธุรกิจอาหารสัตว์ของ CP
  • แนวทางการแก้ไขปัญหาโรค EMS เริ่มชัดเจนขึ้น: ปัญหาจากโรค EMS ได้มีการคาดการณ์ว่าอาจไม่ได้มีสาเหตุจากการระบาดของไวรัส แต่เกิดจากการเร่งเลี้ยงกุ้งมากเกินไป ทําให้การดูแลสภาพบ่อเลี้ยงกุ้งไม่ดีพอ และการเลี้ยงในสภาพแออัด จนทําให้กุ้งอ่อนแอ และตายง่าย โดยจากการทดลองลงลูกกุ้งรอบใหม่ ภายหลังการปรับสภาพบ่อ ตั้งแต่ เดือน มี.ค. ผ่านมานั้น ได้ผ่านช่วง 30 วันแรกมาแล้ว ยังไม่ประสบปัญหาโรค EMS ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดี ทั้งนี้คาดว่าอีกประมาณ 2 เดือนจะได้ผลสรุปที่ชัดเจนมากขึ้น
  • ความเสี่ยงเริ่มจำกัดวงแคบลง รอลุ้นการฟื้นในในครึ่งปีหลัง: เชื่อว่าธุรกิจฟาร์มสัตว์บกได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้วในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ขณะที่ธุรกิจกุ้งจะตกต่ำที่สุดในไตรมาสแรกนี้ และจะเริ่มฟื้นตัวในครึ่งปีหลังได้ดี หากแก้ปัญหาโรค EMS ได้ คาดว่าแนวโน้มภาพรวมธุรกิจของ CPF จะเริ่มดีขึ้น โดยเรายังคงราคาเป้าหมายเดิมที่ 39 บาท แนะนํา“ซื้อลงทุน”

credit: บทวิเคราะห์ ดุลเดช บิค

หุ้น BAY บมจ. ธนาคารกรุงศรีอยุธยา

กําไรยังทํา New High แม้สินเชื่อโตน้อยลงตามฤดูกาล

คาดว่ากําไรสุทธิปี 1Q56 อยู่ที่ 4,385 ล้านบาท เติบโตสูงถึง 17%QoQ และ 28%YoY เป็น New High แม้สินเชื่อโตน้อยลงจากการชำระหนี้ของสินเชื่อบางส่วนในช่วงไตรมาสแรก ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมยังไปได้ดี และค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ลดลงจากไตรมาศที่แล้วเป็นปัจจัยหลัก ทำให้กำไรเติบโตได้ดี สินเชื่อจะยังคงเติบโตได้ตามเป้าที่ผู้บริหารตั้งไว้ที่ 12% สำหรับการขายหุ้นของ GE เชื่อว่าไม่มีผลกระทบ ปัจจัยพื้นฐานของกิจการยังดีขึ้นเรื่อยๆ ปรับราคาเป้าหมายเป็น 43 บาท แนะนํา “ซื้อ”BAY


  • คาดกําไรยังเป็นระดับสูงสุดใหม่ แม้สินเชื่อในไตรมาสนี้จะโตน้อยลง: คาดว่ากําไรสุทธิสําหรับไตรมาสที่ 1 ปี2556 อยู่ที่4,385 ล้านบาท เติบโต17%QoQ และ 28%YoY ซึ่งเป็นระดับสูงสุดใหม่ โดยเป็นผลจาก
    1. ประมาณการว่าสินเชื่อในไตรมาสนี้จะเติบโตประมาณ 1.5%YTD แม้เป็นอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับธนาคารอื่น ผลจากตามปกติของช่วงต้นปีมักจะมีการชําระหนี้ในส่วนของสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลสูงมากในปลายปีก่อนหน้า
    2. NIM คาดปรับตัวลดลงเล็กน้อยประมาณ4 bps อยู่ที่ 4.18% ทั้งนี้เป็นผลจากการลดลงของสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล แต่อัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อทุกประเภทยังใกล้เคียงเดิมไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด
    3. รายได้ค่าธรรมเนียมจะยังเติบโต 15%YoY แม้ว่าค่าธรรมเนียมจากธุรกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อจะชะลอตัวลงตามสินเชื่อก็ตาม
    4. Cost-to-income ลดลงเหลือ49% จาก52.3% ในไตรมาสก่อนหน้า เป็นการลดลงตามฤดูกาล
    5. ค่าใช้จ่ายในการตั้งสํารองอยู่ที่ 2,770 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับปกติ คาดทั้งปีจะมี Credit Cost ที่130 bps ขณะที่ยังไม่มีสัญญาณการเพิ่มขึ้นของ NPL อยู่างมีนัยสําคัญ โดยตัวเลข NPL อาจลดลงอีก เนื่องจากธนาคารมีแผนการขาย NPL อีกครั้งในไตรมาสที่ 2 จํานวน2 พันล้านบาท
  • ƒ คาดปี 2556 ยังเติบโตได้จากโครงสร้างสินเชื่อ :เพราะโครงสร้างสินเชื่อของ BAY กว่าครึ่งเป็นสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งมักเร่งตัวในช่วงปลายปี โดยเชื่อว่าสินเชื่อรวมจะยังสามารถเติบโตได้ตามเป็นหมายของผู้บริหารที่ 12% และรายได้ค่าธรรมเนียมจะยังสามารถเติบโตได้ในระดับประมาณ 15% ขณะที่Cost-to-income จะดีขึ้นเป็น48% จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นและการควบคุมต้นทุนที่ดี ส่งผลให้ทั้งรายได้และกําไรจะปรับตัวขึ้นเป็นระดับสูงสุดใหม่อีกครั้ง โดยคาดว่ากําไรสุทธิสําหรับปี 2556 อยู่ที่ 17,398 ล้านบาท โต19% ƒ
  • แม้ว่าการขายหุ้นของGE จะยังไม่ชัดเจน แต่เชื่อไม่ส่งผลต่อธุรกิจ: ยังไม่มีความแน่ชัดเรื่องความคืบหน้าของการขายหุ้น 25% ที่เหลือของ GE อย่างไรก็ตามเชื่อว่าไม่กระทบต่อธุรกิจของ BAY เพราะโครงสร้างสินเชื่อรายย่อยของ BAY มีความแข็งแกร่งมาก และมีโอกาสที่ผู้บริหารหลักของ BAY ที่มาจาก GE ในปัจจุบันจะยังคงบริหารงานต่อไปแม้มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใหญ่
  • ƒ ผลการดําเนินงานโดดเด่น แต่ราคาหุ้นถูกกดดันจากข่าวดังกล่าว: ราคาหุ้นของ BAY ในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้าง Underperform เมื่อเทียบกับราคาหุ้นของธนาคารอื่นๆ เชื่อว่าเป็นผลจากความไม่ชัดเจนจากการขายหุ้นของ GE ทั้งนี้ในด้านพื้นฐานจะยังเห็นการเติบโตดีขึ้นในเกือบทุกด้าน และ ROE ยังปรับตัวสูงขึ้นด้วย ปรับราคาเป็นหมายขึ้นเป็น 43 บาท อิงPBV ใหม่ที่2.1 เท่า พร้อมปรับคําแนะนําเป็น“ซื้อ”

credit: บทวิเคราะห์ ดุลเดช บิค

หุ้น BGH บมจ. กรุงเทพดุสิตเวชการ

พร้อมเติบโตจาก Organic และ Inorganic (M&A)

ปี 2556 ตั้งเป้ารายได้ 15%YoY จาก

  • ยอดเติบโตเฉลี่ย 7%YoY จากจำนวนผู้ป่วย
  • ค่ารักษาเฉลี่ยต่อหน่วยที่เพิ่มขึ้น 7-8%YoY จากการปรับค่าบริการและการเข้ารักษาโรคซับซ้อนรุนแรงที่เพิ่มขึ้น
  • แผนขยายเครือข่ายเพิ่มจากปัจจุบัน จาก 30 แห่งเป็น 50 แห่ง ในรูป ร.พ. ใหม่เฉลี่ยปีละ 4-5 แห่ง และผ่านการทำ M&A เพื่อให้ครอบคลุมทุกพื้นที่และทุกตลาดในไทย

ประมาณการทำกําไรปี 2556 BGH จะมีการเติบโต 23%YoY ซึ่งยังไม่ได้รวมการมีดีลซื้อ ร.พ.ที่มีกําไรดีอย่างมีนัยฯ เพิ่มเข้ามาในอนาคต ราคาเป้าหมายใหม่ปี 2556 ที่ 180 บาท คาดว่าเงินปันผลจากกำไรปี 2555 จ่าย 1.50 บาท คิดเป็น Div yield 1% แนะนํา ซื้อลงทุน

บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน)

บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน)


  • ตั้งเป้ารายได้ 15%YoY: ปี 2556 บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้ค่ารักษารวมเติบโต 15%15%YoY ซึ่งได้แรงหนุนจาก
    1. จำนวนผู้ป่วยรวมทั้งไทยและชาวต่างชาติ เติบโตเฉลี่ย 7%YoY
    2. ค่ารักษาเฉลี่ยต่อหน่วยที่เพิ่มขึ้น 7-8%YoY จากการปรับขึ้นค่าบริการและการเข้ารักษาโรคซับซ้อนรุนแรงที่เพิ่มขึ้น จะพยายามรักษาศักยภาพการทำกำไร EBITDA Margin ที่ 22-23%และ Norm Profit Margin ที่ระดับ 13% ซึ่งใกล้เคียงปีที่แล้ว
    3. แผนขยายเครือข่ายเพิ่มจากปัจจุบัน จาก 30 แห่ง (4,825 เตียง) เป็น 50 แห่ง (6,000 เตียง)โดยอยู่ในรูปสร้าง โรงพยาบาลใหม่เฉลี่ยปีละ 4-5 แห่ง และผ่านการทำ M&A ล่าสุดกำลังทำTender Offer โรงพยาบาลกรุงธน (KDH) ซึ่งคาดว่าจะเปิดดีลได้เดือน มีนาคม นี้ โดย BGH จะเปลี่ยนแบรนด์ โรงพยาบาลกรุงธน (KDH) เป็น โรงพยาบาลสมิติเวช ธนบุรี เพื่อรองรับตลาดพรีเมียมฝั่งธนบุรี งบลงทุนปรับปรุงพื้นที่ 300 ล้านบาท และคาดว่าจะคุ้มทุนใน 3 ปี
    4. ในส่วนของ รพ. ใหม่ในเครือที่มีแผนเปิดอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อเจาะตลาดระดับกลางได้แก่
      1. โรงพยาบาลรอยัลพนมเปญ ขนาด 120 คาดว่าจะเปิดไตรมาส สี่ปีนี้
      2. โรงพยาบาลกรุงเทพฯ ภูเก็ต2 ขนาด 100 เตียง คาดว่าเปิดไตรมาสแรก ปี 57
      3. โรงพยาบาลสุนทรภู่ ระยอง ขนาด 143 เตียง คาดเปิดปี 2557
      4. โรงพยาบาลกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขนาด 200 เตียง ซึ่งจะใช้เป็นฮับเจาะตลาดพรีเมียมทางภาคเหนือ ซึ่งคาดว่าจะเปิดได้กลางปี 2557
    5. เติบโตได้ทั้งจากเครือข่ายที่มีและจาก M&A:นอกจาก BGH จะเติบโตจากOrganic Growth เครือข่ายที่มีอยู่ในปัจจุบันยังสามารถเติบโตได้จากความต้องการใช้บริการทางการแพทย์ทั้งจากผู้ป่วยไทย และผู้ป่วยต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อัตราความเจ็บป่วยด้วยโรครุนแรงที่มีมากขึ้น และ BGH ยังเติบโตจาก Inorganic Growth หลังมีแผนขยายธุรกิจโรงพยาบาลทุกรูปแบบ เพื่อให้ครอบคลุมทุกพื้นที่และทุกตลาดในไทย (โดยขณะนี้กำลังเดินเครื่องเจาะตลาดระดับกลางอยู่) อีกทั้งยังเป็นการเตรียมรองรับอุปสงค์ที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมากหลังเปิด AEC ด้วย ซึ่งถือเป็นประเด็นบวกที่ต้องจับตามองเพราะจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่บริษัทจากนี้ได้อีก คาดว่าปี 2556 BGH จะมีกำไรปกติ 7,172 ล้านบาท เติบโต 23%YoY ซึ่งไม่ได้รวมการมีดีลซื้อโรงพยาบาลที่มีกำไรดี เพิ่มเข้าในอนาคต
    6. ƒ แนะนํา ซื้อลงทุน : หลังเปิด AEC คาดว่า BGH จะได้ประโยชน์สูงสุดจากการมีเครือข่าย ร.พ. ครอบคลุมทุกภูมิภาคในไทย อีกทั้งด้วยจุดแข็งของ BGH ที่เป็น ร.พ. เอกชนใหญ่สุดในไทย และมีมาร์เก็ตแคปเป็นอันดับ 3 ในเอเชียแปซิฟิก ซึ่งสามารถดึงดูดชาวต่างชาติให้สนใจลงทุนได้ไม่ยาก ราคาเป้าหมายใหม่ปี 2556 (วิธีDCF) ที่ 180 บาท คาดว่าเงินปันผลจ่ายจากกำไรปี 2555 หุ้นละ 1.50 บาท Div.yeild 1% แนะนํา ซื้อลงทุน

credit: บทวิเคราะห์ ณัฏฐ์วริน ไตรภพสกุล

หุ้น ASP บมจ. หลักทรัพย์ เอเซียพลัส

วอลุ่มทะลักและแรงหนุนจากธุรกิจอื่นๆ เพียบ

ปี 2556 คาดว่าจะเป็นปีทองของธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์อีกครั้ง หลังสภาพคล่องในตลาดโลกอยู่ในระดับสูง โดยปี 2556 วอลุ่มของตลาดหุ้นไทย(รวม prop trade) น่าจะอยู่ในระดับสูงเฉลี่ยวันละ 4.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะช่วยผลักดันธุรกิจนายหน้าฯ ให้เติบโตเด่น นอกจากนี้ ASP มีอีกหลายธุรกิจที่น่าจับตามองซึ่งเป็นอีกส่วนที่หนุนการเติบโตอย่าง ธุรกิจ IB(Investment Banking) และธุรกิจตราสารอนุพันธ์ เมื่อรวมกับการมีอัตราภาษีนิติบุคคลลดเหลือ 20% คาดว่าปี 2556 ASP จะสร้างสถิติกําไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 772 ล้านบาท เติบโต 28% YoY ประเมินราคาเป้าหมายปี 2556 อิง PER 12 เท่า อยู่ที่ 4.40 บาท ซึ่งเมื่อบวกกับเป็นหุ้นที่ให้ Div. Yield สูงเฉลี่ยปีละ 7% จึงแนะนํา ซื้อ


  • วอลุ่มทะลักหนุนธุรกิจหลักทรัพย์เด่น: ปี 2556 คาดว่าจะเป็นปีทองของธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์อีกครั้ง หลังสภาพคล่องในตลาดโลกอยู่ในระดับสูงเนื่องจากธนาคารกลางทั่วโลกยังใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น คงดอกเบี้ยต่ำและมาตราการอัดฉีด QE3 อีกทั้งยังมีหลายสํานักเศรษฐกิจคาดปี 2556 GDP ไทยยังโตได้อีก 5-6% (ส่วน EPS Growth ของตลาดไทยคาดว่าจะเติบโต 21%yoy) ประเมินตลาดปี 2556 โดยยึดหลักอนุรักษ์นิยม คาดว่าตลอดปีวอลุ่มของตลาดหุ้นไทย (รวมprop trade) จะอยู่ในระดับสูงเฉลี่ยวันละ 4.5 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราหมุนเวียนเปลี่ยนมือหุ้นใน ตลท. (Velocity of Circulation of Stock) ราว 0.87รอบ/ปี (จากข้อมูลในอดีตภายใต้ภาวะตลาดกระทิง อัตราหมุนเวียนฯ อยู่ที่ 1.50 รอบ/ปี) อีกทั้งนับจากต้นปี 2556 ถึงปัจจุบัน (YTD) วอลุ่มอยู่ที่ 5.65 หมื่นล้านบาท สูงกว่าสมมติฐานที่ตั้งไว้ที่ 4.5 หมื่นล้านบาท
  • ปีทองของ ASP : ตั้งแต่ปี 2555 ธุรกิจนายหน้าฯ จะเผชิญกับความเสี่ยงจากการเปิดเสรีค่าคอมฯ แต่ ASP มีนโยบายเน้นคุณภาพให้บริการมากกว่าทําสงครามราคากับคู่แข่ง ทําให้อัตราค่าคอมสุทธิฯ(ไม่รวม prop. trade) ยังทรงตัวอยู่ที่ระดับ 0.19% นอกจากนี้ ASP ยังเป็น บล. ที่มีธุรกิจหลากหลายและมีโครงสร้างรายได้กระจายตัวดี
    • รายได้จากธุรกิจนายหน้า ที่คาดว่าจะเติบโตโดดเด่นจากวอลุ่มที่สูงแล้ว ASP
    • ธุรกิจ IB ที่มีงานอยู่ในมือ15-16 ราย ซึ่งคาดว่าจะจดทะเบียนในตลท. ปีนี้ราว 2 ดีล
    • ธุรกิจตราสารอนุพันธ์ซึ่งได้ออกและเสนอขาย DW ที่อายุยาวที่สุดใน ตลท. เพื่อช่วยนักลงทุนลดความเสี่ยงในแง่มูลค่าทางเวลา ภายใต้แนวคิด“ยาว เยอะ ชิด” ซึ่งได้รับกระแสตอบรับดีเกินคาด

    ล่าสุดยังรับเป็นผู้ดูแลสภาพคล่องและเสนอขาย อีทีเอฟ อีก 4 กอง อ้างอิงกลุ่มหุ้น 4 กลุ่มด้วยกัน

    1. กลุ่มพลังงาน(ENY) เทรดเดือน มี.ค.
    2. กลุ่มอาหาร(EFOOD) เทรดเดือน เม.ย.
    3. กลุ่มพาณิชย์(ECOMM) เทรดเดือนพ.ค.
    4. กลุ่มเทคโนโลยีและการสื่อสาร(EICT) เทรดเดือน มิ.ย.

    บวกกับอัตราภาษีนิติบุคคลลดเหลือ 20% คาดว่าปี 2556 ASP จะสร้างสถิติกําไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 772 ล้านบาท เติบโต 28% YoY ทั้งนี้อยู่ภายใต้สมมติฐานว่าปี 2556 ตลาดมีวอลุ่มซื้อขายเฉลี่ยวันละ 4.5 หมื่นล้านบาท และมีส่วนแบ่งตลาดที่ 4.36% ใกล้เคียงกับช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ ขณะที่อัตราค่าคอมสุทธิ (ไม่รวม prop. trade) คาดว่าจะทรงตัวที่ 0.19%

  • ราคาเป้าหมาย 4.40 บาท: ประเมินราคาเป้าหมายปี 2556 อิง PER 12 เท่า อยู่ที่ 4.40 บาท (หากวอลุ่มตลาดดีเกินคาดจะทําให้ราคาเป้าหมายของ ASP เปลี่ยนแปลงไปตาม Sensitvity Analysis ) และ ASP เป็นหุ้นที่ให้ Div. Yield สูงเฉลี่ยปีละ 7% โดยล่าสุดประกาศจ่ายปันผลจากกําไรช่วง 2H55 อีก 0.16 บาท คิดเป็น Div. Yield 4.4% (ขึ้น😄 วันที่19 มี.ค. และจ่ายปันผล 15 พ.ค. 56) บวกกับเงินปันผลที่จ่ายจากกําไรช่วง 1H55 ไปแล้ว 0.08 บาท ทั้งปี 2555 รวมจ่ายปันผลถึง 0.24 บาท คิดเป็น Div. yield 6.6% จึงแนะนํา ซื้อ

credit: บทวิเคราะห์ ณัฏฐ์วริน ไตรภพสกุล

หุ้น MAKRO บมจ. สยามแม็คโคร

กําไรโตดีเกินคาด…พร้อมประกาศจ่ายปันผลอีก 7.25 บาท

ไตรมาส 4/55 กําไรสุทธิเติบโต 72%YoY และส่งผลให้ทั้งปี 2555 โต 37%YoY ดีเกินคาด ส่วนปี 2556 คาดจะสร้างสถิติกําไรสุทธิสูงสุดใหม่ที่ 4,362 ล้านบาทเติบโต 23%YoY จากแรงหนุนหลักของการเติบโตในยอดขายสาขาเดิมและการเปิดสาขาใหม่อีก 3 แห่งที่ มุกดาหาร สตูล และตราด รวมทั้งจะเปิดสาขาขนาดเล็กอีก 1 แห่งในรูปแบบ Small Food Service ที่ตลาดป่าตอง จ. ภูเก็ต โดยมีพื้นที่ขาย 1 พัน ตร.ม. อีกทั้งยังได้อานิสงค์เพิ่มเติมจากมีอัตราภาษีนิติบุคคลที่ลดเหลือ 20% ทั้งนี้จากกําไรที่โตต่อเนื่องและมีฐานะการเงินแข็งแกร่งอีกทั้งยังมี Upside 14% จึงแนะนํา ซื้อ เป้าหมาย 550 บาท


SiamMakro

  • กําไรสุทธิเติบโตทำสถิติสูงสุดใหม่: ไตรมาส 4/55 MARKO รายงานกําไรสุทธิ 1,163 ล้านบาทเติบโต 72%YoY และส่งผลให้ทั้งปี 2555 มีกําไรสุทธิ 3,556 ล้านบาท เติบโต 37%YoY ดีเกินคาด ทั้งนี้ไตรมาส 4/55 แรงหนุนการเติบโตมาจาก
    1. ยอดขายรวมที่เพิ่มขึ้น 12.4%YoY ซึ่งเป็นยอดขายสาขาเดิมยังเติบโตอยู่ในเกณฑ์ดีราว8%YoY หลังจากประสบความสําเร็จในการเพิ่มสินค้าใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ ประกอบกับมีการรับรู้ยอดขายจากสาขาใหม่ที่มีเพิ่มขึ้น 5 แห่ง ได้แก่ หัวหิน (เปิด ม.ค. 55) ตลาดไท (เปิด31 มี.ค. 55) เลย (เปิด4 เม.ย. 55) เพชรบูรณ์ (เปิด17 ต.ค.) และ บางพลี (เปิด7 พ.ย.) ซึ่งส่งผลให้สิ้นปีนี้มีสาขารวม 57 แห่ง ตั้งแต่วันที่ 24 ต.ค. 55 ยังเปิดให้บริการพื้นที่ส่วนต่อขยายของสาขาภูเก็ตจากเดิมมีพื้นที่ขายเพียง 5 พันตร.ม. เป็น 7 พันตร.ม. เพื่อรองรับลูกค้ากลุ่มภัตตาคาร ร้านอาหารและโรงแรม (HORECA) ที่มาใช้บริการมากขึ้น
    2. รายได้อื่นๆ เพิ่มขึ้น 32.6%YoY จากการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าเช่าและค่าสนับสนุนการขายจากคู่ค้า นอกจากนี้การเพิ่มขึ้นของสัดส่วนยอดขายสินค้ากลุ่มเครื่องดื่มและอาหารแช่แข็งรวมทั้งสินค้า Non-Food ซึ่งมี Margin สูงกว่าสินค้าประเภทอื่นๆ ยังทําให้อัตรากําไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 8.6% ในไตรมาส 4/54 เป็น 9.1% ส่วนการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและค่าใช้จ่ายจากเปิดสาขาใหม่ แม้ทําให้ SG&A/Sales เพิ่มจาก 5.8% ในไตรมาส 4/54 เป็น 6.6% แต่ยังถูกชดเชยได้จากอัตราภาษีนิติบุคคลที่เหลือ 23%
  • ƒ คาดว่าจะมีการขยายสาขาอย่างน้อยปีละ 3 แห่ง: เนื่องจากการมีสาขาจํานวนมากทําให้ MAKRO มีอํานาจต่อรองกับคู่ค้ามากขึ้นและยังก่อให้เกิดการประหยัดจากขนาดส่งผลให้ประสิทธิภาพทํากําไรดีขึ้นเกินคาด ประกอบกับ ยอดขายสาขาเดิมยังมีแนวโน้มสดใสตามกําลังซื้อที่ดีขึ้น และยอดขายลูกค้ากลุ่ม HORECA จะเติบโตดีตามธุรกิจท่องเที่ยวไทยที่คึกคักอีกทั้งภายใต้สมมติฐานใหม่คาดว่า MAKRO จะขยายสาขาต่อเนื่องเฉลี่ยอย่างน้อย ปีละ 3 แห่งนับจากนี้เป็นต้นไป เพื่อสะท้อนปัจจัยดังกล่าว ประมาณการกําไรปี 2556 และปี2557 เป็น 3.5% และ12.2% ตามลําดับ คาดว่าปี 2556 MAKRO จะสร้างสถิติกําไรสุทธิสูงสุดใหม่ที่ 4,362 ล้านบาท เติบโต 23%YoY จากแรงหนุนหลักของการเติบโตในยอดขายสาขาเดิมและการเปิดสาขาใหม่อีก 3 แห่งที่ มุกดาหาร สตูล และตราด รวมทั้งจะเปิดสาขาขนาดเล็กอีก 1 แห่งในรูปแบบ Small Food Service ที่ตลาดป่าตอง จ. ภูเก็ต โดยมีพื้นที่ขาย 1 พันตร.ม.อีกทั้งยังได้อานิสงค์เพิ่มเติมจากมีอัตราภาษีนิติบุคคลที่ลดเหลือ 20% ด้วยƒ
  • ราคาเป้าหมายใหม่ 550 บาท: จากกําไรที่โตต่อเนื่องและมีฐานะการเงินแข็งแกร่งอีกทั้งราคาเป้าหมายใหม่ปี 2556 (วิธีDCF) ที่ 550 บาท มีUpside 14% และล่าสุดบริษัทยังจ่ายเงินปันผลจากกําไรช่วง 2H55 อีก 7.25 บาท(ขึ้น😄 วันที่ 14 มี.ค. และจ่ายเงินปันผลวันที่ 23 พ.ค. นี้) คิดเป็น Div. Yield 1.5% แนะนําซื้อ

credit: บทวิเคราะห์ ณัฏฐ์วริน ไตรภพสกุล

%d bloggers like this: